สหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนปรนภาษีศุลกากร ทรัมป์อาจเลื่อนเส้นตายภาษีนำเข้าเดือนกรกฎาคม
27 มิ.ย. 2025

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาชะลอการบังคับใช้ภาษีนำเข้าฉบับใหม่ ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ปี 2025 ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้การเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีแรงกดดันจากเส้นตายที่ตึงตัว

ท่าทีของทำเนียบขาวต่อกำหนดการเก็บภาษี

สัญญาณผ่อนคลายจากเลขาธิการสื่อมวลชน

Karoline Leavitt เลขาธิการฝ่ายสื่อมวลชนของทำเนียบขาว ให้ข้อมูลต่อสื่อว่า เส้นตายวันที่ 8–9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นกำหนดการเริ่มเรียกเก็บภาษีใหม่นั้น “ไม่ใช่สถานการณ์วิกฤต” แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มว่ารัฐบาลอาจยืดหยุ่น และเลือกใช้แนวทางที่ไม่เร่งเร้าในการกดดันคู่ค้า

ทางเลือกในการเลื่อนระยะเวลา

Leavitt ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “หากมีความจำเป็น เส้นตายนี้สามารถขยายออกไปได้” โดยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดี ซึ่งเปิดทางให้รัฐบาลสามารถเจรจากับแต่ละประเทศตามบริบทเฉพาะ โดยไม่ต้องดำเนินมาตรการภาษีอย่างแข็งกร้าวทันที

การตอบสนองของฝ่ายเศรษฐกิจต่อสถานการณ์

ความเห็นจากที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาว

Stephen Miran ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ระบุว่า การขยายเส้นตายมีความเป็นไปได้สูงสำหรับประเทศที่มีแนวโน้มร่วมมือทางการค้า “โดยสุจริตใจ” เขาย้ำว่า หากการเจรจาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ อัตราภาษีที่สูงเกิน 10% ก็อาจไม่จำเป็นต้องถูกนำกลับมาใช้

ท่าทีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ข้อมูลต่อสภาคองเกรสว่า มีความเป็นไปได้ “ค่อนข้างมาก” ที่ฝ่ายบริหารจะพิจารณาชะลอมาตรการจัดเก็บภาษีตอบโต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนทางเศรษฐกิจที่เน้นการเจรจา แทนการใช้มาตรการกีดกันโดยตรง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบการค้าและนักลงทุน

โอกาสสำหรับประเทศคู่ค้า

แนวโน้มการขยายระยะเวลาในการจัดเก็บภาษีเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ สามารถเจรจาต่อรองเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีที่อาจสร้างภาระต่อภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้เกิดข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ร่วมกัน

ผลต่อสินทรัพย์การลงทุน

  • ตลาดตราสารทุน: ความชัดเจนของนโยบายภาษีลดแรงกดดันในตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออก

  • อัตราแลกเปลี่ยน: ความไม่แน่นอนของนโยบายอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนระยะสั้น

  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์: การเลื่อนภาษีนำเข้าอาจชะลอการปรับขึ้นราคาวัตถุดิบบางประเภท เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม

วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน

ปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน

  • นักลงทุนอาจพิจารณาถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นในระยะสั้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล

  • พอร์ตการลงทุนที่มีหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและส่งออก ควรจับตานโยบายภาษีอย่างใกล้ชิด

จับสัญญาณจากการเจรจาการค้า

ความคืบหน้าในการเจรจากับประเทศสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป จีน หรือญี่ปุ่น จะมีผลอย่างมีนัยต่อแนวโน้มของภาษี หากมีความคืบหน้าในเชิงบวก อาจลดความเสี่ยงเชิงนโยบายสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ

บทสรุป

การส่งสัญญาณผ่อนคลายของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อมาตรการภาษีนำเข้าในช่วงกลางปีนี้ อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดการค้าโลก โดยเฉพาะในมิติของการส่งเสริมการเจรจาอย่างมีเหตุผล นักลงทุนน่าจะใช้โอกาสนี้ในการประเมินความเสี่ยงใหม่ และวางกลยุทธ์เพื่อรองรับผลกระทบระยะกลางถึงยาว

FAQs เกี่ยวกับทรัมป์เลื่อนเส้นตายภาษีนำเข้า

ทรัมป์สามารถขยายเส้นตายภาษีนำเข้าได้จริงหรือไม่?
ได้จริงตามกฎหมาย เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจในการปรับเปลี่ยนมาตรการด้านภาษีศุลกากรเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทูต โดยสามารถชะลอหรือยืดระยะเวลาการบังคับใช้ได้หากเห็นว่าเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ

หากทรัมป์ขยายเวลาแล้ว จะมีผลต่อการค้าโลกอย่างไร?
จะช่วยลดความกังวลของตลาดโลกในระยะสั้น ทำให้ประเทศคู่ค้ามีเวลาเจรจาและลดโอกาสเกิดมาตรการตอบโต้ซึ่งอาจกระทบกับห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าในระดับสากล

การเลื่อนเส้นตายภาษีจะส่งผลต่อราคาหุ้นหรือไม่?
อาจส่งผลเชิงบวก โดยเฉพาะกับหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและส่งออก เนื่องจากลดความเสี่ยงจากต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นและช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะสั้น

ประเทศใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุดหากไม่มีการเลื่อนเส้นตาย?
ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมายังสหรัฐฯ เช่น จีน เม็กซิโก แคนาดา และประเทศในกลุ่ม EU อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น

ทำไมทรัมป์ถึงเลือกใช้กลยุทธ์ภาษีแบบผ่อนปรนแทนการบังคับใช้โดยทันที?
เพื่อเปิดทางให้ประเทศคู่ค้ามีเวลาหารือและเจรจาข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย รวมถึงช่วยรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ

นักลงทุนควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อนโยบายภาษีมีความไม่แน่นอน?
ควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางการอย่างใกล้ชิด กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และพิจารณาปรับพอร์ตตามแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลง