ภาษีทรัมป์ นับถอยหลังและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลก
21 ก.ค. 2025

นโยบายภาษีที่ริเริ่มภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงการปรับลดภาระภาษีในประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ บทความนี้จะสำรวจผลกระทบของ “ภาษีทรัมป์” ที่มีต่อเศรษฐกิจทั้งภายในสหรัฐอเมริกาและในระดับนานาชาติ รวมถึงแนวทางการปรับตัวของประเทศคู่ค้าสำคัญทั่วโลก


จุดเริ่มต้นของนโยบาย: ภาษีทรัมป์คืออะไร

ในปี 2017 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้กฎหมาย Tax Cuts and Jobs Act โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35% เหลือ 21% รวมถึงลดภาษีในระดับบุคคลธรรมดา มาตรการดังกล่าวไม่เพียงกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ แต่ยังมีผลโดยตรงต่อการลงทุน การจ้างงาน และกำลังซื้อของประชาชน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังใช้ภาษีนำเข้า (import tariffs) เป็นกลไกกดดันประเทศคู่ค้าทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังลดการขาดดุลทางการค้าและส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

ผลกระทบภายในประเทศ: แรงกระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระทางการคลัง?

การลดภาษีของทรัมป์ช่วยเพิ่มกำไรสุทธิให้กับภาคธุรกิจจำนวนมาก และกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและการผลิต อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะการขาดรายได้ภาษีซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการคลังในอนาคต

สะเทือนทั่วโลก: เมื่อโลกต้องเผชิญสงครามภาษี

การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศของสหรัฐฯ สร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สินค้าหลายรายการจากประเทศพันธมิตรทางการค้าถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ด้วยภาษีจากประเทศคู่ค้า และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าในระดับสากล


การตอบสนองของประเทศต่าง ๆ

เพื่อรับมือกับภาษีนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายของสหรัฐฯ ประเทศคู่ค้าหลักต่างปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการค้าและการผลิต ดังรายละเอียดต่อไปนี้:

จีน

  • อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บ: สูงสุด 25%

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบ: เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนเทคโนโลยี เครื่องจักร

  • มาตรการตอบโต้: เรียกเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ และส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ

สหภาพยุโรป (EU)

  • อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บ: 25% สำหรับเหล็ก, 10% สำหรับอะลูมิเนียม

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบ: รถจักรยานยนต์, ไวน์, ผลิตภัณฑ์แปรรูป

  • มาตรการตอบโต้: เรียกเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ในอัตราเทียบเท่า

ญี่ปุ่น

  • อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บ: 15%–25%

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบ: ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์

  • แนวทางรับมือ: เจรจาทางการค้าเพื่อผ่อนปรนมาตรการ

สหราชอาณาจักร

  • อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บ: 20%–25%

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบ: วิสกี้, อะไหล่รถยนต์

  • แนวทางรับมือ: ปรับข้อตกลงทางการค้าใหม่หลัง Brexit

สวิตเซอร์แลนด์

  • อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บ: สูงสุด 15%

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบ: นาฬิกา, เครื่องมือแพทย์

  • แนวทางรับมือ: กระจายตลาดส่งออกและเสริมกำลังการผลิตภายใน

แคนาดา

  • อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บ: 25% สำหรับเหล็ก, 10% สำหรับอะลูมิเนียม

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบ: สินค้าเกษตร, วัตถุดิบอุตสาหกรรม

  • มาตรการตอบโต้: เก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่าเท่ากัน

ออสเตรเลีย

  • อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บ: สูงสุด 25% (บางรายการ)

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบ: ไวน์, สินค้าเกษตร

  • แนวทางรับมือ: เจรจายกเว้นภาษีบางรายการ และหาตลาดทางเลือก

นิวซีแลนด์

  • อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บ: สูงสุด 20%

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบ: เนื้อวัว, ผลไม้, ไวน์

  • แนวทางรับมือ: ขยายตลาดส่งออกสู่เอเชียและยุโรป

การปรับตัวของภาคธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีอย่างกะทันหันทำให้บริษัทจำนวนมากทั่วโลกต้องปรับกลยุทธ์ด้านห่วงโซ่อุปทาน การผลิต และการลงทุน หลายบริษัทเลือกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ไม่อยู่ภายใต้นโยบายภาษีของสหรัฐฯ หรือหันไปพัฒนาตลาดในประเทศอื่น ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น

 


บทสรุป

นโยบายภาษีภายใต้รัฐบาลทรัมป์มีผลกระทบในหลายระดับ ทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะสั้น และการสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลกในระยะยาว ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจให้สอดรับกับบริบทใหม่ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ต้องดำเนินกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางนโยบายในอนาคต

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีทรัมป์

ภาษีทรัมป์คืออะไร?
คือชุดนโยบายที่รวมถึงการลดภาษีภายในประเทศ และการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ และลดการขาดดุลการค้า

ประเทศใดได้รับผลกระทบมากที่สุด?
จีน, สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์

อัตราภาษีนำเข้าสูงสุดคือเท่าไร?
สูงสุดถึง 25% ในสินค้าบางกลุ่ม เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี