
คำเตือนจากประธาน Fed: ดอกเบี้ยระยะยาวอาจพุ่งสูงขึ้นจาก Supply Shock ท้าทายนโยบายการเงิน date_range 16 พ.ค. 2025
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2025 ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เจอโรม พาวเวลล์ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) ที่อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยืดเยื้อ ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed
เศรษฐกิจสหรัฐฯ กับความท้าทายจาก Supply Shock
พาวเวลล์ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานบ่อยครั้งขึ้น เช่น การระบาดของโรค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนโยบายการค้าของรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถส่งผลให้เงินเฟ้อมีความผันผวนมากขึ้น และทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ยากลำบากขึ้น
การทบทวนกรอบนโยบายการเงินของ Fed
Fed กำลังดำเนินการทบทวนกรอบนโยบายการเงินที่เคยปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2020 ซึ่งในขณะนั้นเน้นการยอมให้เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย 2% ชั่วคราวเพื่อสนับสนุนการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 และภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงหลังทำให้แนวทางดังกล่าวไม่เหมาะสมอีกต่อไป
พาวเวลล์กล่าวว่า การทบทวนครั้งนี้จะพิจารณาถึงความจำเป็นในการปรับปรุงวิธีการสื่อสารนโยบายการเงินต่อสาธารณชน และการประเมินความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ เพื่อให้กรอบนโยบายมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่หลากหลายได้
อัตราดอกเบี้ยระยะยาวกับแนวโน้มในอนาคต
แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายนจะลดลงมาอยู่ที่ 2.2% แต่พาวเวลล์เตือนว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวอาจยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากความเสี่ยงจากภาวะช็อกด้านอุปทานที่อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อมีความผันผวนมากขึ้นในอนาคต
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงิน
การที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังคงอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน รวมถึงทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้อาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกัน Fed ต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนการจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับภาวะช็อกด้านอุปทานที่อาจทำให้ทั้งเงินเฟ้อและการว่างงานเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
สรุป
คำเตือนของพาวเวลล์เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ Fed ต้องปรับกรอบนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะช็อกด้านอุปทานที่อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังคงอยู่ในระดับสูง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง



